แถลงการณ์คณะนักวิชาการ
เรื่อง
เราควรมองวิกฤติการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันอย่างไร?
ปรากฏการณ์ที่มีประชาชนจำนวนมากนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
เข้ายึดที่ทำการรัฐบาล
และเรียกร้องให้ผู้นำรัฐบาลลาออก
แต่ผู้นำรัฐบาลก็ยังคงยืนยันที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป
และได้มีนักการเมืองในวงการรัฐบาลบางนายกล่าวในที่สาธารณะว่า
"เป็นการกระทำของคนหยิบมือเดียว"
หรือ "เป็นการใช้กฏหมู่อยู่เหนือกฎหมาย"
หรือ "เป็นการแสดงออกที่ไม่เป็นประชาธิปไตย"
และ "หากรัฐบาลลาออกก็จะเป็นตัวอย่างให้ผู้ไม่พอใจรัฐบาลเข้ายึดที่ทำการรัฐบาลอีก
จึงตัดสินใจไม่ลาออก"
นั้น
คณะนักวิชาการกลุ่มเล็ก ๆ
จำนวนหนึ่งซึ่งได้ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองด้วยความห่วงใย
ได้ปรึกษาหารือกัน
และเห็นสมควรแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชนดังต่อไปนี้
๑.
ความล้มเหลวของผู้นำรัฐบาล
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้
พวกเราเห็นว่าเป็นผลจากความบกพร่อง
และความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องของผู้นำในสถาบันทางการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาล
ที่ได้ปฏิบัติงานการเมืองโดยขาดวิจารณญาณ
และความระมัดระวังอันพึงมีตามมาตรฐานของวิญญูชน
ดึงดันที่จะทำสิ่งที่ผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก
โดยอ้างการมีเสียงข้างมากในรัฐสภาเพื่ออ้างความชอบธรรมในการทำการต่าง
ๆ ที่ขัดต่อเหตุผลตามสามัญสำนึก
จนเป็นผลให้รัฐบาลไม่สามารถรักษาความเชื่อถือและความไว้วางใจอันสาธารณชนได้มอบให้ไว้ได้ต่อไป
ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นที่รับรู้กันทั่วไป
และเป็นเหตุให้ความเสื่อมความเชื่อถือ
และความไว้วางใจต่อรัฐบาลขยายตัวเป็นวงกว้าง
นับตั้งแต่การที่นายกรัฐมนตรีประกาศตนเป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ศาลรัฐธรรมนูญได้พิพากษาว่ามีพฤติกรรมเป็นปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตย
เรื่อยมาจนกระทั่งการประกาศแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เพียงเพื่อให้ตนเองพ้นผิดจากข้อกล่าวหาว่าฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและโกงการเลือกตั้ง
ความพยายามรักษาประโยชน์ทางธุรกิจของพวกพ้อง
จนก่อความเสียหายแก่บ้านเมืองในการดำเนินนโยบายต่างประเทศในกรณีปราสาทพระวิหาร
และการใช้อำนาจตามอำเภอใจในการจัดสรรงบประมาณและโครงการต่าง
ๆ อย่างฟุ่มเฟือย
ปราศจากความยั้งคิดโดยไม่ฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง
๒.
ความล้มเหลวของสภาผู้แทนราษฎร
ความเสื่อมความเชื่อถือและความไว้วางใจแก่ผู้นำรัฐบาลนี้
เห็นได้ชัดว่าเมื่อขยายตัวไปถึงขนาดก็กลายเป็นชนวนให้เกิดการวิจารณ์
คัดค้าน แต่เมื่อมีการหยิบยกขึ้นบอกกล่าว
ในรูปของการอภิปรายกันในสภาผู้แทนราษฎร
แทนที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนข้างมากจะทำหน้าที่ของตนในการรับฟังข้อเท็จจริง
และถ่วงดุลอำนาจฝ่ายรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาอย่างที่ควรจะเป็นในระบอบประชาธิปไตย
การณ์กลับเป็นตรงกันข้าม
เมื่อเสียงข้างมากในสภากลับให้การรับรองและสนับสนุนการกระทำที่ปรากฏเห็นว่าผิดอย่างแจ้งชัด
โดยปราศจากเหตุผลที่พอฟังได้
เป็นเหตุให้สาธารณชนพากันลงความเห็นว่ากลไกสภาผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตยได้ฟั่นเฟือนไป
กลายสภาพจากสภาผู้แทนของราษฎรส่วนรวม
ที่คอยรักษาความมั่นคง ความเชื่อถือไว้วางใจ
และความสุจริตในสังคม กลายเป็นสภาพวกพ้อง
ใช้เสียงข้างมากกดข่มความสำนึกผิดชอบชั่วดี
และเจตจำนงในการรักษาประโยชน์ส่วนรวมไว้โดยไม่ชอบ
และเป็นเหตุให้สภาไร้ความสามารถ
และไม่ได้รับความเชื่อถือในฐานะที่เป็นผู้แทนของราษฎรในที่สุด
เหตุการณ์ทำนองนี้ปรากฏให้เห็นซ้ำซากจำเจมาเป็นเวลานานมาก
จนประชาชนสิ้นหวังต่อระบบผู้แทนราษฎรที่อาจเป็นปากเสียง
และสะท้อนจิตสำนึกของตนได้
เมื่อสำนึกผิดชอบชั่วดี รู้จักแยกแยะผิดถูก
และสำนึกในการรักษาประโยชน์ส่วนรวมที่มีอยู่ในหมู่ประชาชน
อันเป็นสำนึกอันจำเป็น
และเป็นปัจจัยแรกเริ่มในการจัดตั้งอำนาจการปกครองแผ่นดินถูกกดข่มไว้ด้วยวิธีฉ้อฉลต่าง
ๆ
ไม่ให้แสดงออกผ่านทางกลไกปกติที่วางไว้ตามรัฐธรรมนูญเช่นนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก
นานเข้า ๆ
ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่ประชาชนซึ่งทรงไว้ซึ่งสำนึกผิดชอบชั่วดีเหล่านั้น
จะพากันต่อต้าน
และหาทางขจัดข้อขัดข้องนี้เสียเอง
และเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น
เขาย่อมหาทางแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของตนออกมาโดยตรงนอกสภาผู้แทนราษฎร
ด้วยการประท้วงรัฐบาลผ่านทางพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
๓.
ความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อระบอบประชาธิปไตย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นพยานของความล้มเหลวของรัฐบาล
และสภาผู้แทนราษฎร
ที่สมควรได้รับการพิจารณาแก้ไขเสียโดยเร็ว
การปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น
ที่เป็นสิ่งพึงปรารถนา
ก็เพราะความเชื่อกันว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองโดยเหตุผล
ไม่ใช่การปกครองโดยเสียงข้างมากตามอำเภอใจ
การที่เรายอมรับเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ก็เพราะความเชื่อว่า
เสียงข้างมากย่อมสะท้อนเหตุผลของคนหมู่มาก
หรือสะท้อนเหตุผลสามัญสำนึกของส่วนรวมได้ดีที่สุดเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้
การอ้างเสียงข้างมากที่ขัดต่อเหตุผล
ขัดต่อสามัญสำนึก
ขัดต่อสำนึกถูกผิดอันบุคคลทั่วไปพึงมี
ย่อมไม่ชอบด้วยระบอบประชาธิปไตย และอันที่จริง
การที่ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยต้องอาศัยกลไกตรวจสอบ
และถ่วงดุลอำนาจ
ก็เพื่อถ่วงดุลเสียงข้างมากนั่นเอง
และการที่มีกลไกตัดสินข้อพิพาทโดยศาลซึ่งเป็นผู้รู้จำนวนน้อยที่เชื่อว่า
เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งมาตรฐานผิดชอบชั่วดี
สามัญสำนึกของสังคม และหลักวิชาอันพึงยอมรับ
ก็เพื่อคุ้มครองให้เสียงข้างมากตั้งอยู่ในกรอบแห่งความมีเหตุผล
สอดคล้องกับสำนึกถูกผิดนั่นเอง
๔.
อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย
การที่ประชาชนจำนวนหลายแสนคนเข้าร่วมประท้วงรัฐบาล
โดยเข้ากันเป็นหมู่พวกที่ชัดเจนภายใต้การนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
จึงไม่ใช่เป็นแต่เพียงประชาชนกลุ่มหนึ่งมาชุมนุมคัดค้านรัฐบาล
ดังที่มีนักการเมืองบางนายกล่าวว่าเป็นคนหยิบมือเดียว
แต่เป็นการแสดงออกของประชาชนส่วนรวมในฐานะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
การแสดงออกเช่นนี้เป็นการแสดงออกซึ่งอำนาจอธิปไตยโดยตรงของประชาชน
ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วมอันพึงได้รับความเคารพ
อย่างน้อยในระดับเดียวกันกับการแสดงออกของสภาผู้แทนราษฎร
๕.
ข้อเรียกร้องต่อผู้นำรัฐบาล
พวกเราเห็นว่าในเมื่อรัฐบาลไม่สามารถรักษาความเชื่อถือและความไว้วางใจจากสาธารณชนไว้ได้
โดยล้มเหลวในการให้เหตุผลอธิบายความชอบธรรมในการกระทำของตนอย่างสิ้นเชิง
ได้แต่เพียงอ้างว่าตนได้รับเลือกมาด้วยเสียงข้างมากเช่นนี้
หากรัฐบาลยังจะยืนยันที่จะบริหารราชการแผ่นดินต่อไป
โดยปราศจากความเชื่อถือและความไว้วางใจในความสุจริต
และความสามารถของผู้นำว่าจะวินิจฉัยและตกลงใจอย่างมีเหตุผล
การปฏิบัติงานก็ย่อมจะเต็มไปด้วยอุปสรรคนานับประการ
และจะก่อให้เกิดวิกฤติการณ์
และความไม่มั่นคงในบ้านเมืองอย่างรุนแรงต่อไปอย่างต่อเนื่อง
พวกเราขอเรียกร้องมายังผู้นำรัฐบาลด้วยความเคารพ
ขอท่านได้โปรดใช้สามัญสำนึกใตร่ตรองดูว่า
การที่ประชาชนจำนวนมากพากันแสดงออกทางการเมืองด้วยการเข้ายึดที่ทำการของรัฐนั้น
มีเหตุผลประการใด
และพวกเราใคร่ขอวิงวอนมายังผู้นำในรัฐบาลให้พิจารณาเหตุผลข้างต้นนี้
โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมในระยะยาวอย่างจริงจัง
และหากเห็นชอบด้วยก็ขอท่านได้โปรดพิจารณาตนเองให้พ้นจากตำแหน่งไปโดยเร็ว
เพื่อจะได้มีการดำเนินการคัดเลือกผู้นำทางการเมืองที่เหมาะสมยิ่งขึ้นต่อไป
๖.
ข้อเรียกร้องต่อพันธมัตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
พวกเราขอเรียกร้องมายังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
โดยใคร่เรียนมาด้วยความนับถือว่า
แม้ข้อเท็จจริงทางสังคมที่ประชาชนจำนวนมากจากทั่วประเทศ
ได้แสดงออกโดยปริยายว่ายอมรับให้ท่านเป็นผู้แสดงออกซึ่งเจตจำนงของปวงชนชาวไทยผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
และท่านย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะแสดงออกซี่งสำนึกผิดชอบชั่วดี
และสำนึกต่อประโยชน์ส่วนรวมให้ปรากฏแก่สังคมโดยรวม
และมีสิทธิโดยชอบในการกำหนดเจตจำนงทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยก็ตาม
การแสดงออกของท่านทั้งหลายย่อมต้องจำกัดอยู่ในขอบเขตแห่งความเคารพในสิทธิ
เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของบุคคลอื่นทั้งปวง
และแม้พวกเราเชื่อโดยสุจริตใจว่า
การที่ท่านเข้ายึดครองที่ทำการรัฐบาล
เป็นแต่เพียงการแสดงออกซึ่งสัญญลักษณ์ทางการเมืองเพื่อคัดค้านการใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลก็ตาม
แต่การกระทำเช่นนั้นย่อมจำกัดให้กระทำได้เพียงชั่วคราว
ตามสมควรแก่เหตุเท่านั้น
พวกเราเห็นว่า
บัดนี้การกระทำของท่านทั้งหลายได้ดำเนินมาจนใกล้ถึงจุดสูงสุดที่พึงกระทำแล้ว
ดังนั้นเราใคร่ขอเรียกร้องให้ท่านหันมาให้น้ำหนักแก่การทำหน้าที่สื่อสารมวลชน
และจัดให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและให้การศึกษาทางการเมืองซึ่งท่านได้ทำมาอย่างดีเยี่ยมต่อไป
โดยเปิดช่วงเวลาให้รัฐบาลได้ทบทวนและพิจารณาตนเองตามสมควร
ปล่อยให้สาธารณชนเข้ามีส่วนร่วมในการกำหนดเจตจำนงทางการเมืองโดยวิถีทางปกติ
และกระบวนการยุติธรรมดำเนินกระบวนการวินิจฉัยผิดถูกต่อไป
หากท่านเห็นมีข้อขัดข้องสำคัญเกิดแก่บ้านเมืองอีกจึงค่อยกลับมารวมตัวกันเพื่อกำหนดเจตจำนงทางการเมืองรว่วมกับปวงชนอีกครั้งหนึ่ง
๗.
ข้อเรียกร้องต่อสังคมโดยรวม
พวกเราใคร่ขอเรียนมายังสังคมโดยส่วนรวมด้วยความเป็นห่วงว่า
ปรากฏการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเวลานี้
ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในเขตจังหวัดภาคใต้
กรณีที่ฝูงชนเข้าประทุษร้ายผู้ชุมนุมสาธารณะที่อุดรธานี
และวิกฤติการณ์ทางการเมืองจากการเข้ายึดที่ทำการรัฐบาลในกรุงเทพมหานครซึ่งลุกลามไปเป็นการลุกฮือของสาธารณชนนี้
เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากเหตุทำนองเดียวกัน
และแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสังคมครั้งใหญ่
ซึ่งสถาบันทางการเมือง และสถาบันทางสังคม
รวมทั้งสถาบันทางการศึกษายังปรับตัวได้ไม่ทัน
เป็นที่เห็นได้ชัดว่า
ในสังคมของเรานั้น
วัฒนธรรมการโต้แย้งกันอย่างจริงจัง ด้วยเหตุผล
ด้วยความสุภาพ ด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน
และการรับฟังและการไตร่ตรองชั่งน้ำหนักเหตุผลและประโยชน์ได้เสียที่แตกต่างกันก่อนการตกลงใจอย่างใดอย่างหนึ่ง
ยังนับว่าอ่อนแออย่างยิ่ง
การแสดงความคิดเห็นเต็มไปด้วยการกล่าวอ้างฝ่ายเดียว
การประณามผู้อื่นโดยไม่เปิดโอกาสให้มีการโต้แย้งด้วยเหตุผลอย่างจริงจัง
และอย่างเป็นระบบติดต่อกันจนเพียงพอที่จะให้เกิดความเปลี่ยนแปลงระดับความรู้
และความสำนึกในวงกว้าง
แม้สื่อสารมวลชนก็ได้แต่สื่อข่าวสารบันเทิง
และเน้นประโยชน์เชิงธุรกิจการค้า
ล้มเหลวในการสื่อสารสิ่งที่สำคัญและจำเป็นแก่สังคม
วงวิชาการขาดการค้นคว้า และส่งเสริมนวัตกรรม
กลไก สถาบันทางสังคม
และกิจกรรมในการเสริมสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
ขจัดข้อขัดแย้งด้วยความฉลาด
และสมประโยชน์แก่ผู้เกี่ยวข้องโดยเร็ว
เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นเร่งด่วนซึ่งสังคมจะต้องลงทุนสร้างเสริมให้มีขึ้นยิ่งกว่าการสร้างรัฐสภาแห่งใหม่
หรือการซื้อฝูงบินหรือกองรถถัง หรือ
การลงทุนสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินหรือลอยฟ้าใด ๆ